สุขภาพ

คนปวดหลังต้องรู้ อาหารแบบไหนกินได้แก้ปวดหลังอาหารแบบไหนควรเลี่ยง

อาการปวดหลังพบว่าเป็นปัญหาของหลายคนในยุคนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะจะไปเกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีผลมาจากการที่ต้องนั่งทำงานด้วยท่าทางที่ผิดวิธีเป็นเวลานานๆหลายชั่วโมงต่อวัน หรือบางคนก็มาจากการที่ต้องทำงานยกของหนักตลอดเวลา   ซึ่งอาการปวดหลังนั้นใครเป็นแล้วก็จะสร้างความทุกข์ ทรมาน ให้ไม่น้อยเลย โดย 1 ในวิธีแก้ปวดหลัง นั่นก็คือการใช้อาหารเข้าช่วยนั่นเอง โดยจุดประสงค์ก็คือลดอาการอักเสบให้น้อยลง ซึ่งอาหารแก้ปวดหลังที่ควรรับประทานเป็นประจำ เช่น ผัก เช่น แครอท หัวบีท และมันฝรั่งหวาน หัวหอม และบล็อกโคลี่ ผลไม้ เช่น เชอร์รี่, เบอร์รี่, ผลทับทิม, แตงโมและองุ่น สมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น ออริกาโร่ (oregano), โหระพา, อบเชย, ขิง, กระเทียม, ยี่หร่า, โรสแมรี่ รวมถึงขมิ้นซึ่งการรับประทานสมุนไพรนอกจากช่วยแก้ปวดหลังได้ดีแล้วยังเป็นสิ่งที่ดีสำหรับปัญหาอื่น ๆในร่างกายอีกด้วย ธัญพืช เช่น  เมล็ดแฟลกซ์และเมล็ดเจีย เนื้อสัตว์ -เช่น  ปลาทะเลต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาเทราท์ ปลาทูซึ่งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรือ ชาสมุนไพร เช่น ชาเขียว, ชาอูหลงและชาขาว ชาเหล่านี้จะดีมากสำหรับแก้อาการปวดหลัง มะกอกและน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติในการรักษาบรรเทาอาการปวดหลังเช่นกัน อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม ...

Read More »

8 ทิปดีๆแก้ปัญหาของคนนอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นกับหลายคนๆ หากเป็นอยู่แค่ช่วงเวลาสั้นๆก็คงไม่ส่งผลอะไรมากนัก แต่หากว่าอาการนอนไม่หลับหรือหลับยากจนทำให้กลายเป็นการพักผ่อนไม่เพียงพอเมื่อต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือปัญหาทั้งด้านร่างกายและปัญหาสุขภาพจิต และหากว่าคุณกำลังเจอปัญหานอนไม่หลับ ลองมาดูทิปดี หลายข้อที่อาจจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เช็คร่างกายเพื่อประเมินสุขภาพ การนอนหลับไม่หลับอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากระบบการทำงานในร่างกายทำงานผิดปกติ การไป ตรวจสุขภาพจากแพทย์จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำหากเริ่มรู้ตัวว่าร่างกายเริ่มไม่สามารถรับได้ไหว  แต่หากว่าตรวจแล้วพบว่าสุขภาพโดยทั่วไปของคุณปกติดี  แต่นอนไม่หลับแพทย์อาจจะให้ยาเมลาโทนินเป็นตัวเลือกในระยะสั้นเพื่อช่วยฟื้นฟูการนอนนอนหลับให้กลับมาเป็นปกติ ห้องนอนต้องโล่งและสะอาด การที่ห้องนอนของคุณมีความโปร่งสบาย อากาศภายนอกถ่ายเทได้ดีและถูกทำความสะอาดเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อจิตใจทำให้รู้สึกสบายขึ้นในขณะที่กำลังจะนอน ตรงกันข้ามถ้าห้องนอนเต็มไปด้วยสิ่งของและสกปรก การนอนหลับก็จะทำได้ยาก และหากจะให้ดีก็ไม่ควรมีโทรทัศน์ไว้ในห้องเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่จะมากระตุ้น แต่อาจใช้เป็นเครื่องเล่นวิทยุที่เปิดเพลงเบาๆเพื่อผ่อนคลายอารมณ์แทนแบบนี้จะเป็นผลดีต่อการนอนมากกว่า ปลูกฝังนิสัยการนอนให้ตรงเวลา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสัปดาห์แรกๆถ้าเป็นไปได้ กำหนดเวลานอนให้แน่นอน เช่น 20.30 น. ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกง่วงเลยก็ตาม เพราะนี่จะเป็นการสร้างและปรับความคุ้นชินให้กับร่างกาย ลดปริมาณการเอางานกลับมาทำที่บ้าน นอกจากจะต้องเครียดในที่ทำงานแล้วหากยังต้องหอบงานมาทำที่บ้านอีกนั่นย่อมทำให้จิตใจของคุณยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานอยู่จนอาจทำให้นอนไม่หลับ วิธีแก้คือเอางานกลับมาทำให้น้อยลงหรือไม่เอากลับมาทำเลยถ้าสามารถทำได้ แต่หากจำเป็นจริงๆก่อนนอนควรหาเวลาอยู่เงียบๆสักครู่เพื่อให้จิตใจสงบจึงค่อยเข้านอน หลีกเลี่ยงการกระตุ้นทางอารมณ์ ในเวลากลางคืน เช่น การดูภาพยนตร์ที่น่ากลัวและรุนแรงอาจทำให้จิตใจของคุณรู้สึกตื่นตัวมากจนเกินไป หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มากเกินไปในช่วงดึก  เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นตัวการอย่างดีที่ทำให้เกิดการนอนไม่หลับ การออกกำลังกาย ถือเป็น 1 วิธี ที่สามารถช่วยได้ของคุณ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายปลอดโปร่ง ออกซิเจสามารถหล่อเลี้ยงสมองได้เต็มที่ แต่ว่าก็ไม่ควรออกกำลังกายแล้วเข้านอนทันทีเพราะหัวใจยังสูบฉีดมากอยู่ก็จะทำให้กลายเป็นนอนหลับได้ยากอีก ทางที่ดีคือออกกำลังกายก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง เช็คร่างกายเพื่อประเมินสุขภาพ หากว่าทำทั้งหมด 7 ข้อด้านบนแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการนอนหลับไม่หลับได้  นั่นก็อาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากระบบการทำงานในร่างกายทำงานผิดปกติ ควรถึงเวลาไปพบแพทย์ เพื่อ ตรวจสุขภาพจากแพทย์จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำหากเริ่มรู้ตัวว่าร่างกายเริ่มไม่สามารถรับได้ไหว  เบื้องต้นแพทย์อาจจะให้ยาเมลาโทนินเป็นตัวเลือกในระยะสั้นเพื่อช่วยฟื้นฟูการนอนนอนหลับให้กลับมาเป็นปกติ ...

Read More »

5 สาเหตุของสิวที่หลัง ปัญหาสุดกวนใจของสาวอยากโชว์ผิว

สิวที่หลังสาเหตุเกิดจากอะไร แล้วจะรักษาได้อย่างไร นี่คือคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยโดยเฉพาะกับสาวๆ ที่ประสบปัญหาเรื่องสิวที่หลังนี้จนทำให้ไม่กล้าใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดที่ต้องโชว์แผ่นหลังสวยๆ และหากว่าใครอยากรู้สาเหตุแล้วอยากจะได้วิธีรักษาสิวที่หลังก็ตามมาดูกันได้เลย สิวที่หลังอาจมีสาเหตุมาจาก เสื้อที่สวมใส่เป็นประจำ ผู้ที่เป็นสิวที่หลังบ่อยๆควรต้องสังเกตตัวเองให้ดีว่าเสื้อผ้าที่คุณใส่อยู่นั้นเป็นเนื้อผ้าแบบไหน หากว่าเนื้อผ้ามีความหยาบหรือแข็งและหนามากไปก็อาจเป็นได้ว่านี่คือตัวการที่ทำให้สิวบริเวณหลังเกิดขึ้นได้ เนื่องจากขณะสวมใส่เสื้อผ้าก็จะเกิดการเสียดสีของผิวกับเสื้อผ้าหลายๆครั้ง จนเกิดการระคายเคืองและกลายเป็นเกิดสิวตามมานั่นเอง การแก้ไขก็คือเปลี่ยนมาใช้ผ้าที่มีเนื้อนุ่มและระบายอากาศได้ดีกว่าเดิม   อาหาร เรื่องของสภาพผิวแต่ละคนนั้นหลายๆกรณีก็คือตัวสะท้อนมาจากโภชนาการที่มีปัญหาซึ่งร่างกายแสดงออกมาให้เห็นนั่นเอง สิวที่หลังก็เช่นกันอาจเกิดมาจากการที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเกินไป เช่น ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ ฯลฯ  หากว่ารับประทานอาหารแบบนี้บ่อยๆก็เท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณของน้ำมันในร่างกายให้มากขึ้น จนทำให้เกิดการอุดตันตามรูขุมขนจนเป็นสิวก็เป็นไปได้   ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้เปลี่ยนไปเน้นกับการรับประทานอาหารประเภท ผลไม้หรือผัก จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า   ความสะอาดของผ้าปูที่นอน นี่เป็นอีก1 เรื่อง ที่หลายคนมักไม่ค่อยนึกถึง ทั้งที่จริงๆแล้วถ้าผ้าปูที่นอนสกปรก ไม่ได้รับการดูแลด้วยการเปลี่ยนบ่อยๆ ก็จะเป็นที่สะสมของเชื้อโรค และในแต่ละคืนแผ่นหลังจะต้องสัมผัสกับผ้าปูที่นอนเป็นเวลาหลายๆชั่วโมงต่อวัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากว่าสิวที่หลังจะเกิดตามมา หากว่าทำได้จึงควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนบ่อยๆอย่างน้อย 3 วันต่อ 1 ครั้ง   ฮอร์โมน ผันผวน มักเกิดได้กับผู้หญิงโดยเฉพาะวัยรุ่นที่กำลังมีประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง จนร่างกายผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนที่เป็นฮอร์โมนเพศชาย  ออกมามากกว่าฮอร์โมนเพศหญิง  จนทำให้ผิวมีความมันมากขึ้นกว่าปกติ และยังเกิดปัญหารูขุมขนกว้าง สิ่งสกปรกอุดตันได้ง่ายและเป็นสิวตามมานั่นเอง ไม่เพียงแต่เฉพาะช่วงประจำเดือนเท่านั้น ความเครียด วิตกกังวลก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ฮอร์โมนเกิดความผันผวนได้เช่นกันจึงเป็นอีก 1 เรื่องที่ควรระวัง   การรับประทานยาบางชนิด ในบางกรณีปัญหาสิวไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่หน้าหรือหลัง ...

Read More »

อาการดวงตาเมื่อยล้า ปวดตา สัญญาณเตือนสุขภาพตา

     การใช้งานร่างกายในส่วนต่างๆนั้น ไม่ว่าเราจะใช้ส่วนใดเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้ารวมถึงดวงตาของเราด้วยเมื่อต้องใช้งานอย่างหนัก โดยปรกติตาของเราก็แทบไม่ได้พักผ่อนนอกจากในตอนที่เราหลับ โดยเราจะใช้ในการมอง การจ้องเพ่งในการทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ การเล่นจอสมาร์ทโฟนต่างๆเป็นเวลานานยิ่งทำให้เกิดอาการดวงตาเมื่อยล้าที่มากขึ้น  การผ่อนคลายอาการล้าของดวงตาอย่างหนึ่งที่ทำได้ก็คือการกระพริบตา โดยปัจจัยต่างๆที่ส่งผลเพิ่มอาการเมื่อยล้าให้กับดวงตานั้นก็มาจาก การมองจอคอมพิวเตอร์ในห้องที่มีแสงไม่เหมาะสม   มีแสงสะท้อนที่หน้าจอ ตัวอักษรเล็กจนเกินไป  การใช้งานเป็นเวลานานมากๆโดยไม่หยุดพักสายตา โดยกิจวัตรเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหากับอาการดวงตาล้า และอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้ 1.มีอาการมองเห็นภาพซ้อน  โดยการมองภาพและนำภาพมารวมกันของทั้งสองตาไม่เป็นไปตามปรกติ มีการหักเหของแสงเข้ามาในดวงตาไม่สม่ำเสมอเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาพซ้อนในดวงตา บางครั้งอาจจะทำให้รู้สึกปวดตา ปวดหัวมีน้ำตาไหล 2.มีอาการผิดปรกติในการมองวัตถุ ซึ่งอาจจะทำให้การโฟกัสของดวงตาทำหน้าที่ได้ไม่ปรกติทำให้เกิดอาการเครียดต่อดวงตา การขมวดเกร็งกล้ามเนื้อตาเมื่อจ้องนานๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อตาเสื่อมได้ 3.อาการตาแห้งเป็นอาการที่พบได้บ่อยและโดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานหรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน  โดยเกิดจากระบบต่อมน้ำตาทำงานผิดปรกติ ทำให้เกิดปริมาณน้ำในตาไม่พอส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง และส่งผลให้เกิดการเคืองตา แสบตา ตาล้า 4.อาการปวดศีรษะ เมื่อใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานานๆโดยไม่ได้พักสายตา การเพ่งและขมวดกล้ามเนื้อของดวงตา ทำให้เกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวรวมไปถึงท่าทางในการนั่งทำงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงดวงตาได้เช่นกัน   การป้องกันที่สามารถทำได้ เมื่อมีอาการตาล้า หรือหลีกเลี่ยงอาการตาล้า หยุดพักสายตาขณะต้องทำงานนานๆ ด้วยการละสายตาจากจอ ทุกๆ 30 นาที มองไปที่ไกลๆบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อขยายตัวลดความตรึงเครียดขมวดเกร็งกล้ามเนื้อของดวงตา 2.หยุดพักจากหน้าจอเมื่อต้องทำงานทุก 3-4 ชั่วโมง เดินออกไปพักสายตาหาน้ำดื่ม เข้าห้องน้ำ หรือลุกขึ้นเพื่อขยับร่างกายให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ให้ร่างกายตึงเครียดจนเกินไปซึ่งจะส่งผลโดยอ้อมกับดวงตาทำให้เกิดอาการตาล้าด้วย 3.กระพริบตาให้ถี่ยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันอาการตาแห้งจนเกินไป อาจใช้น้ำยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อให้เกิดความชุ่มชื่นของดวงตา 4.อาจจะหาแว่นหรือเลือกใช้แว่นให้เหมาะกับจอคอมพิวเตอร์  สมาร์ทโฟนที่ช่วยให้สบายตา ลดหรือตัดแสงสะท้อนจากจอภาพได้ เพื่อช่วยลดแสงที่ส่งผลต่อดวงตาไม่ให้เข้าตาโดยตรง ...

Read More »

แค่กินก็ดีกับตา รวมผักผลไม้ที่กินแล้วช่วยบำรุงสายตา

ผักผลไม้ที่กินแล้วช่วยบำรุงสายตา   หลายๆคนอาจจะกินอาหารเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพื่อลดความอ้วน รวมถึงผิวพรรณการขับถ่าย แต่มีอีกหนึ่งส่วนของร่างกายที่เราไม่ควรมองข้ามในการกินเพื่อบำรุงในส่วนนี้นั่นก็คือการบำรุงสายตา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและต้องใช้อยู่เป็นประจำทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา โดยในทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้เราต้องนั่งเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในการทำงาน  การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนนานๆ การโดนกับสภาพอากาศ รวมถึงแสงแดดในปัจจุบันซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียกับดวงตาได้ ดังนั้นเราควรมองหาวิธีการรักษา บำรุงซ่อมแซมสายตาของเรา โดยการรักษานั้นมีหลายแบบไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงแสงแดด การไม่จ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และการเลือกกินอาหารก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยบำรุงสุขภาพตาให้เรามีสุขภาพตาที่ดีและไม่หมดอายุก่อนวัยอันควร 1.ผักคะน้า โดยในผักคะน้านั้นมีลูทีน และเบตาแคโรทีนสูง  สารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินเอช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา ช่วยให้สายตากรองแสงได้ดีขึ้นการมองเห็นดีขึ้น ช่วยลดอาการเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อกระจกได้มากถึง20% นอกจากบำรุงสายตาแล้วยังช่วยเรื่องผิวพรรณให้สดใสขึ้นได้อีกด้วย 2.ฝักทอง เป็นอีกผักที่มีประโยชน์อย่างมากนอกจากช่วยบำรุงสายตาแล้วยังช่วยเรื่องผิวพรรณสดใส มีน้ำมีนวล มีวิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตา แถมยังมีแคลอรี่ไม่สูง น่าจะได้ใจสาวๆ กินฝักทองแล้วทั้งสวยและไม่อ้วน แต่ถ้ากินมากๆอาจจะเกิดอาการท้องผูกได้ 3.ผักบุ้ง สำหรับคนที่ใช้สายตาเพ่ง จ้องอะไรเป็นเวลานานๆผักบุ้งนั้นช่วยลดอากาปวด ระคายเคืองตาและยังช่วยบรรเทาตาแห้ง โดยในผักบุ้งนั้นประกอบด้วยวิตามินเอ วิตามินซีโดยการกินผักบุ้งให้ได้ประโยชน์นั้นควรเลือกรับประทานแบบสดหรือแบบลวกพอประมาณ ถ้าเป็นการผัดควรใช้น้ำมันให้น้อย เพื่อไม่ให้ผักบุ้งสูญเสียวิตามินต่างๆไป   4.มะม่วงสุก มะม่วงสุกนั้นเต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตาและช่วยให้ผิวพรรณสดใสด้วยแถมงานนี้ยังอร่อยกับรสขาติหอมหวานกันได้อีกด้วย แต่ถ้าทานมากก็อาจจะอ้วนได้นะงานนี้   5.โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี เหมาะอย่างมากกับคนที่จ้องคอมพิวเตอร์ มือถือเป็นเวลานานๆ โดยในโกจิเบอร์รี่นั้นมี ซีแซนทีน สูงมาก ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่สำคัญปกป้องดวงตาของหนุ่มสาวในโลกยุคดิจิตอล โดยมักแปรรูปเป็นเครื่องดื่มผลไม้ หรือนำมาต้มเพื่อใช้ดื่ม ...

Read More »

9 วิธีถนอมดวงตาเมื่อต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ

เทคนิค 9 วิธีถนอมดวงตา   ในยุคสมัยปัจจุบันที่หนุ่ม สาวออฟฟิศ การทำงาน รายงานต่างๆ คงหนีไม่พ้นการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แทบจะเรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์นั้นเป็นอวัยวะอีกชิ้นที่จำเป็นสำหรับการทำงานเลยก็ว่าได้ การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เช้ายันเย็นทุกๆวัน  รวมถึงกลับมาบ้านเล่นคอมต่อด้วยเล่นเกมกับเพื่อนทำให้ในหนึ่งๆวันเราใช้สายตาไปกับการจ้องมองหน้าจอคอมแทบจะไม่ได้หยุดพักกันเลยทีเดียว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการตาล้า  แสบตา ปวดตา  มีน้ำตาไหล บางคนอาจลามไปถึงขั้นปวดหัวจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ และเมื่อเรานั้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานไม่ได้ เราก็ควรจะมีวิธีการถนอมดวงตาของเราเพื่อให้ดวงตาของเรานั้นไม่เสื่อมอายุการใช้งานก่อนวัยอันควร 1.ปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอดีกับสภาพแสงในห้อง การปรับสภาพแสงสว่างหน้าจอที่มากเกินไป อาทำให้ภาพดูสดใสสวยงามแต่แลกมาด้วยแสงที่จ้าขึ้น ซึ่งเมื่อเราต้องจ้องมองในเวลานานแล้ว ดวงตาจะทำงานหนักและเกิดอาการมีน้ำตาไหล ดวงตาอ่อนล้า  แสบตาและส่งผลเสียต่อดวงตาได้   2.จัดวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากแสงรบกวน เพื่อลดการตกสะท้อนของแสงบนหน้าจอ ควรจัดให้จอภาพอยู่ห่างจากตัวเรา 50 – 60 ซ.ม. ให้จอภาพอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาเล็กน้อยแต่ไม่ควรให้หน้าจอภาพอยู่สูงหรือต่ำจนเกินไป   3.ให้พักสายตาจากหน้าคอมพิวเตอร์บ้าง และให้มองออกไปโฟกัสที่จุดไกลๆบ้าง เพื่อไม่ให้ดวงตาเกร็งเครียดจนเกินไป เป็นการผ่อนคลายให้ดวงตาได้ปรับสภาพการมองหลังจากที่เพ่งมองใกล้ๆเป็นเวลานานๆ   4.ไม่เล่นในห้องที่มืดจนเกินไป หรือปิดไฟเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะอาจส่งผลให้แสบตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ทำให้เกิดความดันในลูกตาสูง ซึ่งถ้าทำบ่อยหรือเป็นเวลานานอาจทำให้ถึงการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้เลย   5.ไม่เพ่งอ่านหรือทำงานกับตัวหนังสือที่เล็กจนเกินไป ควรเลือกปรับตัวหนังสือให้อ่านได้สบายๆ ไม่ต้องเพ่งตามองมาก   6.ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เพราะฝุ่นจะยิ่งทำให้แสงสะท้อนนั้นมากขึ้น รวมถึงเศษฝุ่นอาจจะกระจายเข้าตาได้   7.เลือกใช้จอภาพรุ่นใหม่ๆ ที่ได้มีการพัฒนาระบบที่ช่วยถนอมสายตา เชื่อเถอะลงทุนแล้วดีกว่าสบายตาสบายใจ   ...

Read More »

โรคตาแดงอีกหนึ่งภัยใกล้ตัวที่ต้องระมัดระวัง

โรคตาแดงอีกหนึ่งภัยใกล้ตัวที่ต้องระมัดระวัง โรคตาแดงเป็นโรคที่เราพบเห็นได้บ่อยและเป็นได้ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย แต่อาจจะพบมากหน่อยในวัยเด็กเพราะการป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง การดูแลรักษาความสะอาด หรือภูมิคุ้มกันในเด็กยังมีค่อนข้างน้อย โดยโรคตาแดงนั้นเกิดจากการอักเสบที่เยื่อบุตาโดยมีอาการติดเชื้อไวรัส โดยพบว่าโรคตาแดงนั้นมักจะพบได้มากในช่วงของ ฤดูฝน สภาพอากาศและความชื้นส่งผลให้เหล่าไวรัสเจริญเติบโตและส่งผลให้เกิดโรคตาแดงได้ง่ายขึ้น และยังเป็นโรคที่ติดต่อกันได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการ ไอ จาม  ระบบหายใจ การสัมผัสกับน้ำตาผู้ป่วยตาแดง ของใช้ของผู้ป่วยที่มีเชื้อตาแดงติดอยู่ การอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดผู้ป่วยโรคตาแดงก็มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปติดผู้อื่นได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคตาแดง แต่ไม่สามารถติดกันจากการจ้องมองหรือสบตา   สาเหตุของการเกิดโรคตาแดง โดยโรคตาแดงนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส อะดิโนไวรัส (adenovirus) เป็นส่วนมาก  โดยเกิดจากดวงตานั้นได้รับหรือสัมผัสกับเชื้อโรค สัมผัสกับสิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่มีเชื้อโรคนี้ติดอยู่ ผ่านทางมือที่ไปหยิบจับสัมผัสโดนเชื้อโรคและไม่ได้ทำการล้างมือหรือทำการทำความสะอาดแล้วมาทำการขยี้ตาหรือเช็ดตาก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปติดกับดวงตา ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและส่งผลให้เยื่อบุตาอักเสบและเกิดอาการตาแดง อาการของโรคตาแดง โดยอาการของโรคตาแดงนั้นจะไม่ร้ายแรงมากนัก อาจจะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล หรือมีขี้ตา มีต่อมน้ำเหลืองด้านหน้าหูโตขึ้น การป้องกันเบื้องต้น 1.ล้างมือให้สะอาด จากสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เมื่อต้องมีการสัมผัสดวงตาหรือรอบๆดวงตา 2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาถ้ามือหรือสิ่งของที่ใช้นั้นไม่สะอาดหรือเป็นสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ที่กำลังเป็นตาแดง 3.ไม่ควรอยู่ใกล้คลุกคลีกับผู้มีอาการตาแดง 4.อย่าปล่อยให้แมลงวันหรอแมลงต่างๆ ตอมที่ตาเพราะเป็นพาหะนำโรคเข้าสู่ตาได้เช่นกัน 5.เมื่อทราบว่าเป็นตาแดงควรขอหยุดงานหรือเรียน เพื่อไม่ให้ไปติดต่อผู้อื่น 6.หมั่นดูแลอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่มต่างๆให้สะอาดเสมอ   โรคตาแดงนั้นส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนหรือติดเชื้อแบคทีเลีย แต่ข้อควรระวังเพราะอาการแดงในเยื่อบุตา หรือการที่ตาอักเสบนั้นไม่ได้เป็นเฉพาะ โรคตาแดงเพียงเท่านั้น อาจเป็นการบอกว่ามีโรคตาชนิดอื่นที่รุนแรงมากกว่าด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้อหิน ...

Read More »

7 วิธีการดูแลดวงตาให้สวยใส ปลอดภัยโรคร้าย

7 วิธีการดูแลดวงตาให้สวยใส ปลอดภัยโรคร้าย   ทุกคนรู้ว่าดวงตานั้นสำคัญกับเราขนาดไหน แต่มีหลายคนที่ไม่ได้สนใจและใส่ใจดูแลดวงตาคู่สวยดวงโปรดของเรานี้ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่กับเราไปได้ยาวนาน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆได้เข้ามามีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของเหล่าคนทำงาน วัยรุ่น  จริงๆก็กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะใช้ทำงานหรือใช้ในการให้ความบันเทิง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้เราก้มหน้าก้มตามองจอสมาร์ทโฟนกันวันหนึ่งๆหลายชั่วโมง แถมยังต้องทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์กันอีกเป็นวันๆ เรียกได้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นแทบจะกลายเป็นเรื่องปรกติในสังคมสมัยใหม่ไปแล้ว  อาการตาล้า อาการตาแห้ง  อาการตาฝ้าฟาง สายตาสั้น หนักเข้าอาจส่งผลจนถึงตาบอดเลยก็เป็นได้ เราจึงต้องหาวิธีมาช่วยดูแลดวงตาของเราให้ปลอดภัยอยู่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสวยใสไปอีกนานๆ ปรับวิธีการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ให้พอดีกับการใช้งาน ไม่ใช้เป็นเวลานานจนเกินไป ปรับแสงหน้าจอให้พอดีกับความสว่างในห้อง หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เพิ่มการพักสายตา หากต้องจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ให้พักมองสายตาออกไปไกลๆ ต้นไม้ใบหญ้า ก็จะช่วยผ่อนคลายดวงตาได้ 2.ลดอาการตาแห้งจากการจ้องและเพ่งหน้าจอทำงานนานๆ ด้วยการกระพริบตาให้บ่อยขึ้น และอาจจะพกน้ำยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ดวงตา   3.พกแว่นกันแดดเสมอ เพราะแสงอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำร้ายดวงตาของคุณ โดยเลือกใช้แว่นตาที่สามารถกันยูวีหรือความเข้มของแสงได้ เพื่อกันแสงและรังสียูวีกระทบกับดวงตาโดยตรง และยิ่งแดดในตอนนี้รุนแรงจึงถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ควรหามาไว้ใช้ป้องกันดวงตา   4.ไม่ควรขยี้ตารุนแรงเมื่อรู้สึกว่ามีผงหรือฝุ่นเข้าไปสัมผัสที่ดวงตา เพราะที่มือของเราอาจมีเชื้อโรคที่ติดจากการทำงานซึ่งจะทำให้ดวงตามีอาการระคายเคืองเพิ่ม ดังนั้นควรใช้การค่อยๆเช็ดออก ซับเบาๆเช็ดให้พอหายคัน หรือการใช้น้ำสะอาดล้าง   5.ตรวจเช็คสายตาและสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์บ้าง เพื่อให้รู้ถึงสุขภาพดวงตาและแนวทางแก้ไข หากพบปัญหาหรือควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปรกติรุนแรงอย่ารอให้หายเอง   6.พักผ่อนให้เพียงพออย่างที่บอกไปแล้ว เราใช้สายตาของเรากันแทบจะตลอดทั้งวันไม่ได้หยุดพัก การได้นอนหลับ ถือว่าช่วยให้ดวงตาของเราได้พักผ่อนนั่นเอง   7.ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆเพราะการดื่มน้ำจะช่วยป้องกันรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ด้วย การดื่มน้ำที่น้อยจนเกินไปอาจจะทำให้ตาแห้ง มีเส้นเลือดฝอยในตาแตกและยังทำให้น้ำที่นำมาหล่อเลี้ยงดวงตาน้อยลง ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องดื่มน้ำสะอาดมากขึ้นเพื่อกันอาการตาแห้งมากกว่าคนที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์   ...

Read More »

10 วิธีเพื่อชีวีมีสุข

 วิธีเพื่อชีวีมีสุข 1.ใส่ใจตัวเอง ลองหาเวลาสักพักหนึ่งที่มาลองแล้วถามตัวเองว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไรความสุขที่สุดของเรานั้นคืออะไรใช่สิ่งของหรือการคาดหวัง ให้คนอื่นมาทำตามอย่างที่เราคิดหรือไม่เมื่อเราให้คำตอบเองได้อ่ะเราจะมีจุดหมายและสามารถดำเนินชีวิตไปได้ถูกทาง 2.ทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสุขภาพคืออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่จำเป็นจะต้องเป็นอาหารราคาแพงในแพ็คเกจสวยหรือยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและอร่อยก็พอแล้ว  3.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกาย กระฉับกระเฉงทำอะไรก็รวดเร็วไม่ใช่ช้าส่งผลให้สมองแล่นคิดไอเดียในการทำงานออกได้อย่างง่ายดาย  4.ชำระจิต การนั่งสมาธิหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะจะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นและส่งผลให้จิตใจเย็นสงบ  5.พัฒนาบุคคลิกภาพ ลองเข้าคอร์สอบรมพัฒนาบุคลิกภาพหรือหาข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพด้วยตนเองแล้วจะแตกใจเมื่อคุณมีบุคลิกภาพที่ใครๆเห็นแล้วชื่นชม  6.บริจาค หากมีเสื้อผ้าเก่าๆหรือของที่ไม่ใช้แล้วก็ควรที่จะนำเราจะไปจากนอกจะทำให้บ้านของเราไม่รกแล้วก็จะทำให้มีความอิ่มเอิบใจจากการเป็นผู้ให้ด้วย  7.เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหม่หรือการเรียนทำอาหารได้ทั้งที่ไม่เคยคิดจะทำเลยจะทำให้เราเกิดความตื่นเต้นและทำให้ชีวิตในแต่ละวันมีสีสัน  8.เลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงสัตว์จะทำให้เราเห็นคุณค่าของการมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตของตนเองโดยชีวิตของผู้อื่นและจะทำให้จิตใจเราอ่อนโยน  9.เขียนไดอารี่ บันทึกเรื่องราวในแต่ละวันเมื่อได้ย้อนกลับมาอาจจะทำให้เราเข้าใจตนเอง และสามารถหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเองได้  10.ยิ้มให้กับปัญหา ไม่ว่าปัญหาน้อยๆสิ่งที่เราควรจะทำกับไม่ได้เธอเผชิญหน้าและยิ้มให้กับปัญหาสิ่งที่เราควรมีนอกจากรอยยิ้มรักเธอสักทีเพราะถ้าเรามีสติเราจะสามารถทำให้ปัญหาใหญ่กลายเป็นปัญหาเล็กได้ภายในพริบตาความว่าย่อท้อ ต่อปัญหาจะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีคุณค่าและมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

Read More »

5 อาหารกินเล่นยามท้องว่าง ไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกได้ผล !

5 อาหารกินเล่นยามท้องว่าง ไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกได้ผล

อยากมีสุขภาพแข็งแรง เราก็ต้องหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพไปพร้อมๆ กับการออกกำลังกายจริงมั้ยคะ แต่สำหรับสาวๆ ที่ชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจ เราขอแนะนำของกินเล่นยามท้องว่างตามนี้เลยค่ะ คัดสรรมาแล้ว 5 อย่าง แต่ละอย่างล้วนอุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงทั้งสิ้น แม้กินไม่มากก็จะทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย แถมยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ดังนั้น ใครที่มีปัญหาท้องผูกและไม่อยากอ้วน บอกเลยพลาดไม่ได้เด็ดขาด มาดูกันนะคะว่าของกินเล่นไฟเบอร์สูงที่มีประโยชน์เหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง 1.เมล็ดทานตะวัน รู้มั้ยว่าเมล็ดทานตะวันปริมาณ 100 กรัม มีไฟเบอร์อยู่ถึง 9 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งกลายมาเป็นของกินเล่นที่เปี่ยมไปด้วยไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในเมล็ดทานตะวันยังมีแมกนีเซียมที่จะช่วยลดความเครียด และยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีภายในร่างกาย ได้ครบทั้งหุ่นสวย บอกเลยต้องไม่พลาด! 2.ถั่วพิสตาชิโอ สาวกที่รักการกินถั่ว บอกเลยมองข้ามถั่วพิสตาชิโอไม่ได้เด็ดขาด เพราะถั่วพิสตาชิโอนั้นมีไฟเบอร์สูงมากถึง 10 กรัม ต่อปริมาณ 100 กรัม นอกจากนี้ ถั่วพิสตาชิโอยังเปี่ยมไปด้วยสารอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น โปรตีน วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม เห็นหรือยังคะว่าประโยชน์เต็มเมล็ดจนต้องลอง! 3.อัลมอนด์ สำหรับของกินเล่นในดวงใจหลายๆ คนคงมองข้ามอัลมอนด์ไปเสียไม่ได้ เพราะอัลมอนด์ในปริมาณ 28 เม็ดโดยประมาณ จะมีไฟเบอร์อยู่ 3.5 กรัม แต่อย่างไรก็ดี อัลมอนด์ก็ยังมีแคลอรีพอตัวเช่นกัน ...

Read More »