สุขภาพ

อาการดวงตาเมื่อยล้า ปวดตา สัญญาณเตือนสุขภาพตา

     การใช้งานร่างกายในส่วนต่างๆนั้น ไม่ว่าเราจะใช้ส่วนใดเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้ารวมถึงดวงตาของเราด้วยเมื่อต้องใช้งานอย่างหนัก โดยปรกติตาของเราก็แทบไม่ได้พักผ่อนนอกจากในตอนที่เราหลับ โดยเราจะใช้ในการมอง การจ้องเพ่งในการทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ การเล่นจอสมาร์ทโฟนต่างๆเป็นเวลานานยิ่งทำให้เกิดอาการดวงตาเมื่อยล้าที่มากขึ้น  การผ่อนคลายอาการล้าของดวงตาอย่างหนึ่งที่ทำได้ก็คือการกระพริบตา โดยปัจจัยต่างๆที่ส่งผลเพิ่มอาการเมื่อยล้าให้กับดวงตานั้นก็มาจาก การมองจอคอมพิวเตอร์ในห้องที่มีแสงไม่เหมาะสม   มีแสงสะท้อนที่หน้าจอ ตัวอักษรเล็กจนเกินไป  การใช้งานเป็นเวลานานมากๆโดยไม่หยุดพักสายตา โดยกิจวัตรเช่นนี้จะก่อให้เกิดปัญหากับอาการดวงตาล้า และอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้ 1.มีอาการมองเห็นภาพซ้อน  โดยการมองภาพและนำภาพมารวมกันของทั้งสองตาไม่เป็นไปตามปรกติ มีการหักเหของแสงเข้ามาในดวงตาไม่สม่ำเสมอเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาพซ้อนในดวงตา บางครั้งอาจจะทำให้รู้สึกปวดตา ปวดหัวมีน้ำตาไหล 2.มีอาการผิดปรกติในการมองวัตถุ ซึ่งอาจจะทำให้การโฟกัสของดวงตาทำหน้าที่ได้ไม่ปรกติทำให้เกิดอาการเครียดต่อดวงตา การขมวดเกร็งกล้ามเนื้อตาเมื่อจ้องนานๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อตาเสื่อมได้ 3.อาการตาแห้งเป็นอาการที่พบได้บ่อยและโดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานหรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน  โดยเกิดจากระบบต่อมน้ำตาทำงานผิดปรกติ ทำให้เกิดปริมาณน้ำในตาไม่พอส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง และส่งผลให้เกิดการเคืองตา แสบตา ตาล้า 4.อาการปวดศีรษะ เมื่อใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานานๆโดยไม่ได้พักสายตา การเพ่งและขมวดกล้ามเนื้อของดวงตา ทำให้เกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวรวมไปถึงท่าทางในการนั่งทำงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงดวงตาได้เช่นกัน   การป้องกันที่สามารถทำได้ เมื่อมีอาการตาล้า หรือหลีกเลี่ยงอาการตาล้า หยุดพักสายตาขณะต้องทำงานนานๆ ด้วยการละสายตาจากจอ ทุกๆ 30 นาที มองไปที่ไกลๆบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อขยายตัวลดความตรึงเครียดขมวดเกร็งกล้ามเนื้อของดวงตา 2.หยุดพักจากหน้าจอเมื่อต้องทำงานทุก 3-4 ชั่วโมง เดินออกไปพักสายตาหาน้ำดื่ม เข้าห้องน้ำ หรือลุกขึ้นเพื่อขยับร่างกายให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ให้ร่างกายตึงเครียดจนเกินไปซึ่งจะส่งผลโดยอ้อมกับดวงตาทำให้เกิดอาการตาล้าด้วย 3.กระพริบตาให้ถี่ยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันอาการตาแห้งจนเกินไป อาจใช้น้ำยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อให้เกิดความชุ่มชื่นของดวงตา 4.อาจจะหาแว่นหรือเลือกใช้แว่นให้เหมาะกับจอคอมพิวเตอร์  สมาร์ทโฟนที่ช่วยให้สบายตา ลดหรือตัดแสงสะท้อนจากจอภาพได้ เพื่อช่วยลดแสงที่ส่งผลต่อดวงตาไม่ให้เข้าตาโดยตรง ...

Read More »

แค่กินก็ดีกับตา รวมผักผลไม้ที่กินแล้วช่วยบำรุงสายตา

ผักผลไม้ที่กินแล้วช่วยบำรุงสายตา   หลายๆคนอาจจะกินอาหารเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพื่อลดความอ้วน รวมถึงผิวพรรณการขับถ่าย แต่มีอีกหนึ่งส่วนของร่างกายที่เราไม่ควรมองข้ามในการกินเพื่อบำรุงในส่วนนี้นั่นก็คือการบำรุงสายตา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและต้องใช้อยู่เป็นประจำทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา โดยในทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้เราต้องนั่งเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในการทำงาน  การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนนานๆ การโดนกับสภาพอากาศ รวมถึงแสงแดดในปัจจุบันซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียกับดวงตาได้ ดังนั้นเราควรมองหาวิธีการรักษา บำรุงซ่อมแซมสายตาของเรา โดยการรักษานั้นมีหลายแบบไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงแสงแดด การไม่จ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และการเลือกกินอาหารก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยบำรุงสุขภาพตาให้เรามีสุขภาพตาที่ดีและไม่หมดอายุก่อนวัยอันควร 1.ผักคะน้า โดยในผักคะน้านั้นมีลูทีน และเบตาแคโรทีนสูง  สารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินเอช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา ช่วยให้สายตากรองแสงได้ดีขึ้นการมองเห็นดีขึ้น ช่วยลดอาการเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อกระจกได้มากถึง20% นอกจากบำรุงสายตาแล้วยังช่วยเรื่องผิวพรรณให้สดใสขึ้นได้อีกด้วย 2.ฝักทอง เป็นอีกผักที่มีประโยชน์อย่างมากนอกจากช่วยบำรุงสายตาแล้วยังช่วยเรื่องผิวพรรณสดใส มีน้ำมีนวล มีวิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตา แถมยังมีแคลอรี่ไม่สูง น่าจะได้ใจสาวๆ กินฝักทองแล้วทั้งสวยและไม่อ้วน แต่ถ้ากินมากๆอาจจะเกิดอาการท้องผูกได้ 3.ผักบุ้ง สำหรับคนที่ใช้สายตาเพ่ง จ้องอะไรเป็นเวลานานๆผักบุ้งนั้นช่วยลดอากาปวด ระคายเคืองตาและยังช่วยบรรเทาตาแห้ง โดยในผักบุ้งนั้นประกอบด้วยวิตามินเอ วิตามินซีโดยการกินผักบุ้งให้ได้ประโยชน์นั้นควรเลือกรับประทานแบบสดหรือแบบลวกพอประมาณ ถ้าเป็นการผัดควรใช้น้ำมันให้น้อย เพื่อไม่ให้ผักบุ้งสูญเสียวิตามินต่างๆไป   4.มะม่วงสุก มะม่วงสุกนั้นเต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตาและช่วยให้ผิวพรรณสดใสด้วยแถมงานนี้ยังอร่อยกับรสขาติหอมหวานกันได้อีกด้วย แต่ถ้าทานมากก็อาจจะอ้วนได้นะงานนี้   5.โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี เหมาะอย่างมากกับคนที่จ้องคอมพิวเตอร์ มือถือเป็นเวลานานๆ โดยในโกจิเบอร์รี่นั้นมี ซีแซนทีน สูงมาก ซึ่งถือเป็นสารอาหารที่สำคัญปกป้องดวงตาของหนุ่มสาวในโลกยุคดิจิตอล โดยมักแปรรูปเป็นเครื่องดื่มผลไม้ หรือนำมาต้มเพื่อใช้ดื่ม ...

Read More »

9 วิธีถนอมดวงตาเมื่อต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ

เทคนิค 9 วิธีถนอมดวงตา   ในยุคสมัยปัจจุบันที่หนุ่ม สาวออฟฟิศ การทำงาน รายงานต่างๆ คงหนีไม่พ้นการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แทบจะเรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์นั้นเป็นอวัยวะอีกชิ้นที่จำเป็นสำหรับการทำงานเลยก็ว่าได้ การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เช้ายันเย็นทุกๆวัน  รวมถึงกลับมาบ้านเล่นคอมต่อด้วยเล่นเกมกับเพื่อนทำให้ในหนึ่งๆวันเราใช้สายตาไปกับการจ้องมองหน้าจอคอมแทบจะไม่ได้หยุดพักกันเลยทีเดียว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการตาล้า  แสบตา ปวดตา  มีน้ำตาไหล บางคนอาจลามไปถึงขั้นปวดหัวจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ และเมื่อเรานั้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานไม่ได้ เราก็ควรจะมีวิธีการถนอมดวงตาของเราเพื่อให้ดวงตาของเรานั้นไม่เสื่อมอายุการใช้งานก่อนวัยอันควร 1.ปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอดีกับสภาพแสงในห้อง การปรับสภาพแสงสว่างหน้าจอที่มากเกินไป อาทำให้ภาพดูสดใสสวยงามแต่แลกมาด้วยแสงที่จ้าขึ้น ซึ่งเมื่อเราต้องจ้องมองในเวลานานแล้ว ดวงตาจะทำงานหนักและเกิดอาการมีน้ำตาไหล ดวงตาอ่อนล้า  แสบตาและส่งผลเสียต่อดวงตาได้   2.จัดวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากแสงรบกวน เพื่อลดการตกสะท้อนของแสงบนหน้าจอ ควรจัดให้จอภาพอยู่ห่างจากตัวเรา 50 – 60 ซ.ม. ให้จอภาพอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาเล็กน้อยแต่ไม่ควรให้หน้าจอภาพอยู่สูงหรือต่ำจนเกินไป   3.ให้พักสายตาจากหน้าคอมพิวเตอร์บ้าง และให้มองออกไปโฟกัสที่จุดไกลๆบ้าง เพื่อไม่ให้ดวงตาเกร็งเครียดจนเกินไป เป็นการผ่อนคลายให้ดวงตาได้ปรับสภาพการมองหลังจากที่เพ่งมองใกล้ๆเป็นเวลานานๆ   4.ไม่เล่นในห้องที่มืดจนเกินไป หรือปิดไฟเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะอาจส่งผลให้แสบตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ทำให้เกิดความดันในลูกตาสูง ซึ่งถ้าทำบ่อยหรือเป็นเวลานานอาจทำให้ถึงการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้เลย   5.ไม่เพ่งอ่านหรือทำงานกับตัวหนังสือที่เล็กจนเกินไป ควรเลือกปรับตัวหนังสือให้อ่านได้สบายๆ ไม่ต้องเพ่งตามองมาก   6.ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เพราะฝุ่นจะยิ่งทำให้แสงสะท้อนนั้นมากขึ้น รวมถึงเศษฝุ่นอาจจะกระจายเข้าตาได้   7.เลือกใช้จอภาพรุ่นใหม่ๆ ที่ได้มีการพัฒนาระบบที่ช่วยถนอมสายตา เชื่อเถอะลงทุนแล้วดีกว่าสบายตาสบายใจ   ...

Read More »

โรคตาแดงอีกหนึ่งภัยใกล้ตัวที่ต้องระมัดระวัง

โรคตาแดงอีกหนึ่งภัยใกล้ตัวที่ต้องระมัดระวัง โรคตาแดงเป็นโรคที่เราพบเห็นได้บ่อยและเป็นได้ทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ทุกวัย แต่อาจจะพบมากหน่อยในวัยเด็กเพราะการป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง การดูแลรักษาความสะอาด หรือภูมิคุ้มกันในเด็กยังมีค่อนข้างน้อย โดยโรคตาแดงนั้นเกิดจากการอักเสบที่เยื่อบุตาโดยมีอาการติดเชื้อไวรัส โดยพบว่าโรคตาแดงนั้นมักจะพบได้มากในช่วงของ ฤดูฝน สภาพอากาศและความชื้นส่งผลให้เหล่าไวรัสเจริญเติบโตและส่งผลให้เกิดโรคตาแดงได้ง่ายขึ้น และยังเป็นโรคที่ติดต่อกันได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการ ไอ จาม  ระบบหายใจ การสัมผัสกับน้ำตาผู้ป่วยตาแดง ของใช้ของผู้ป่วยที่มีเชื้อตาแดงติดอยู่ การอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดผู้ป่วยโรคตาแดงก็มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปติดผู้อื่นได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคตาแดง แต่ไม่สามารถติดกันจากการจ้องมองหรือสบตา   สาเหตุของการเกิดโรคตาแดง โดยโรคตาแดงนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส อะดิโนไวรัส (adenovirus) เป็นส่วนมาก  โดยเกิดจากดวงตานั้นได้รับหรือสัมผัสกับเชื้อโรค สัมผัสกับสิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่มีเชื้อโรคนี้ติดอยู่ ผ่านทางมือที่ไปหยิบจับสัมผัสโดนเชื้อโรคและไม่ได้ทำการล้างมือหรือทำการทำความสะอาดแล้วมาทำการขยี้ตาหรือเช็ดตาก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปติดกับดวงตา ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและส่งผลให้เยื่อบุตาอักเสบและเกิดอาการตาแดง อาการของโรคตาแดง โดยอาการของโรคตาแดงนั้นจะไม่ร้ายแรงมากนัก อาจจะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล หรือมีขี้ตา มีต่อมน้ำเหลืองด้านหน้าหูโตขึ้น การป้องกันเบื้องต้น 1.ล้างมือให้สะอาด จากสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เมื่อต้องมีการสัมผัสดวงตาหรือรอบๆดวงตา 2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาถ้ามือหรือสิ่งของที่ใช้นั้นไม่สะอาดหรือเป็นสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ที่กำลังเป็นตาแดง 3.ไม่ควรอยู่ใกล้คลุกคลีกับผู้มีอาการตาแดง 4.อย่าปล่อยให้แมลงวันหรอแมลงต่างๆ ตอมที่ตาเพราะเป็นพาหะนำโรคเข้าสู่ตาได้เช่นกัน 5.เมื่อทราบว่าเป็นตาแดงควรขอหยุดงานหรือเรียน เพื่อไม่ให้ไปติดต่อผู้อื่น 6.หมั่นดูแลอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่มต่างๆให้สะอาดเสมอ   โรคตาแดงนั้นส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนหรือติดเชื้อแบคทีเลีย แต่ข้อควรระวังเพราะอาการแดงในเยื่อบุตา หรือการที่ตาอักเสบนั้นไม่ได้เป็นเฉพาะ โรคตาแดงเพียงเท่านั้น อาจเป็นการบอกว่ามีโรคตาชนิดอื่นที่รุนแรงมากกว่าด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้อหิน ...

Read More »

7 วิธีการดูแลดวงตาให้สวยใส ปลอดภัยโรคร้าย

7 วิธีการดูแลดวงตาให้สวยใส ปลอดภัยโรคร้าย   ทุกคนรู้ว่าดวงตานั้นสำคัญกับเราขนาดไหน แต่มีหลายคนที่ไม่ได้สนใจและใส่ใจดูแลดวงตาคู่สวยดวงโปรดของเรานี้ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่กับเราไปได้ยาวนาน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่างๆได้เข้ามามีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของเหล่าคนทำงาน วัยรุ่น  จริงๆก็กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะใช้ทำงานหรือใช้ในการให้ความบันเทิง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้เราก้มหน้าก้มตามองจอสมาร์ทโฟนกันวันหนึ่งๆหลายชั่วโมง แถมยังต้องทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์กันอีกเป็นวันๆ เรียกได้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นแทบจะกลายเป็นเรื่องปรกติในสังคมสมัยใหม่ไปแล้ว  อาการตาล้า อาการตาแห้ง  อาการตาฝ้าฟาง สายตาสั้น หนักเข้าอาจส่งผลจนถึงตาบอดเลยก็เป็นได้ เราจึงต้องหาวิธีมาช่วยดูแลดวงตาของเราให้ปลอดภัยอยู่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสวยใสไปอีกนานๆ ปรับวิธีการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ให้พอดีกับการใช้งาน ไม่ใช้เป็นเวลานานจนเกินไป ปรับแสงหน้าจอให้พอดีกับความสว่างในห้อง หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เพิ่มการพักสายตา หากต้องจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ให้พักมองสายตาออกไปไกลๆ ต้นไม้ใบหญ้า ก็จะช่วยผ่อนคลายดวงตาได้ 2.ลดอาการตาแห้งจากการจ้องและเพ่งหน้าจอทำงานนานๆ ด้วยการกระพริบตาให้บ่อยขึ้น และอาจจะพกน้ำยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ดวงตา   3.พกแว่นกันแดดเสมอ เพราะแสงอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำร้ายดวงตาของคุณ โดยเลือกใช้แว่นตาที่สามารถกันยูวีหรือความเข้มของแสงได้ เพื่อกันแสงและรังสียูวีกระทบกับดวงตาโดยตรง และยิ่งแดดในตอนนี้รุนแรงจึงถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ควรหามาไว้ใช้ป้องกันดวงตา   4.ไม่ควรขยี้ตารุนแรงเมื่อรู้สึกว่ามีผงหรือฝุ่นเข้าไปสัมผัสที่ดวงตา เพราะที่มือของเราอาจมีเชื้อโรคที่ติดจากการทำงานซึ่งจะทำให้ดวงตามีอาการระคายเคืองเพิ่ม ดังนั้นควรใช้การค่อยๆเช็ดออก ซับเบาๆเช็ดให้พอหายคัน หรือการใช้น้ำสะอาดล้าง   5.ตรวจเช็คสายตาและสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์บ้าง เพื่อให้รู้ถึงสุขภาพดวงตาและแนวทางแก้ไข หากพบปัญหาหรือควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปรกติรุนแรงอย่ารอให้หายเอง   6.พักผ่อนให้เพียงพออย่างที่บอกไปแล้ว เราใช้สายตาของเรากันแทบจะตลอดทั้งวันไม่ได้หยุดพัก การได้นอนหลับ ถือว่าช่วยให้ดวงตาของเราได้พักผ่อนนั่นเอง   7.ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆเพราะการดื่มน้ำจะช่วยป้องกันรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ด้วย การดื่มน้ำที่น้อยจนเกินไปอาจจะทำให้ตาแห้ง มีเส้นเลือดฝอยในตาแตกและยังทำให้น้ำที่นำมาหล่อเลี้ยงดวงตาน้อยลง ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ต้องดื่มน้ำสะอาดมากขึ้นเพื่อกันอาการตาแห้งมากกว่าคนที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์   ...

Read More »

10 วิธีเพื่อชีวีมีสุข

 วิธีเพื่อชีวีมีสุข 1.ใส่ใจตัวเอง ลองหาเวลาสักพักหนึ่งที่มาลองแล้วถามตัวเองว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไรความสุขที่สุดของเรานั้นคืออะไรใช่สิ่งของหรือการคาดหวัง ให้คนอื่นมาทำตามอย่างที่เราคิดหรือไม่เมื่อเราให้คำตอบเองได้อ่ะเราจะมีจุดหมายและสามารถดำเนินชีวิตไปได้ถูกทาง 2.ทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสุขภาพคืออาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่จำเป็นจะต้องเป็นอาหารราคาแพงในแพ็คเกจสวยหรือยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและอร่อยก็พอแล้ว  3.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกาย กระฉับกระเฉงทำอะไรก็รวดเร็วไม่ใช่ช้าส่งผลให้สมองแล่นคิดไอเดียในการทำงานออกได้อย่างง่ายดาย  4.ชำระจิต การนั่งสมาธิหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะจะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นและส่งผลให้จิตใจเย็นสงบ  5.พัฒนาบุคคลิกภาพ ลองเข้าคอร์สอบรมพัฒนาบุคลิกภาพหรือหาข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพด้วยตนเองแล้วจะแตกใจเมื่อคุณมีบุคลิกภาพที่ใครๆเห็นแล้วชื่นชม  6.บริจาค หากมีเสื้อผ้าเก่าๆหรือของที่ไม่ใช้แล้วก็ควรที่จะนำเราจะไปจากนอกจะทำให้บ้านของเราไม่รกแล้วก็จะทำให้มีความอิ่มเอิบใจจากการเป็นผู้ให้ด้วย  7.เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใหม่หรือการเรียนทำอาหารได้ทั้งที่ไม่เคยคิดจะทำเลยจะทำให้เราเกิดความตื่นเต้นและทำให้ชีวิตในแต่ละวันมีสีสัน  8.เลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงสัตว์จะทำให้เราเห็นคุณค่าของการมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตของตนเองโดยชีวิตของผู้อื่นและจะทำให้จิตใจเราอ่อนโยน  9.เขียนไดอารี่ บันทึกเรื่องราวในแต่ละวันเมื่อได้ย้อนกลับมาอาจจะทำให้เราเข้าใจตนเอง และสามารถหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเองได้  10.ยิ้มให้กับปัญหา ไม่ว่าปัญหาน้อยๆสิ่งที่เราควรจะทำกับไม่ได้เธอเผชิญหน้าและยิ้มให้กับปัญหาสิ่งที่เราควรมีนอกจากรอยยิ้มรักเธอสักทีเพราะถ้าเรามีสติเราจะสามารถทำให้ปัญหาใหญ่กลายเป็นปัญหาเล็กได้ภายในพริบตาความว่าย่อท้อ ต่อปัญหาจะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีคุณค่าและมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

Read More »

5 อาหารกินเล่นยามท้องว่าง ไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกได้ผล !

5 อาหารกินเล่นยามท้องว่าง ไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกได้ผล

อยากมีสุขภาพแข็งแรง เราก็ต้องหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพไปพร้อมๆ กับการออกกำลังกายจริงมั้ยคะ แต่สำหรับสาวๆ ที่ชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจ เราขอแนะนำของกินเล่นยามท้องว่างตามนี้เลยค่ะ คัดสรรมาแล้ว 5 อย่าง แต่ละอย่างล้วนอุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงทั้งสิ้น แม้กินไม่มากก็จะทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย แถมยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ดังนั้น ใครที่มีปัญหาท้องผูกและไม่อยากอ้วน บอกเลยพลาดไม่ได้เด็ดขาด มาดูกันนะคะว่าของกินเล่นไฟเบอร์สูงที่มีประโยชน์เหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง 1.เมล็ดทานตะวัน รู้มั้ยว่าเมล็ดทานตะวันปริมาณ 100 กรัม มีไฟเบอร์อยู่ถึง 9 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งกลายมาเป็นของกินเล่นที่เปี่ยมไปด้วยไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในเมล็ดทานตะวันยังมีแมกนีเซียมที่จะช่วยลดความเครียด และยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีภายในร่างกาย ได้ครบทั้งหุ่นสวย บอกเลยต้องไม่พลาด! 2.ถั่วพิสตาชิโอ สาวกที่รักการกินถั่ว บอกเลยมองข้ามถั่วพิสตาชิโอไม่ได้เด็ดขาด เพราะถั่วพิสตาชิโอนั้นมีไฟเบอร์สูงมากถึง 10 กรัม ต่อปริมาณ 100 กรัม นอกจากนี้ ถั่วพิสตาชิโอยังเปี่ยมไปด้วยสารอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น โปรตีน วิตามินบี 6 และแมกนีเซียม เห็นหรือยังคะว่าประโยชน์เต็มเมล็ดจนต้องลอง! 3.อัลมอนด์ สำหรับของกินเล่นในดวงใจหลายๆ คนคงมองข้ามอัลมอนด์ไปเสียไม่ได้ เพราะอัลมอนด์ในปริมาณ 28 เม็ดโดยประมาณ จะมีไฟเบอร์อยู่ 3.5 กรัม แต่อย่างไรก็ดี อัลมอนด์ก็ยังมีแคลอรีพอตัวเช่นกัน ...

Read More »

ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

น้ำมันมะพร้าว(Coconut Oil) เป็นน้ำมันที่ได้มาจากผลของมะพร้าว โดยผ่านกระบวนการสกัดแยกน้ำมันออกมาจากตัวเนื้อของผลด้วยวิธีการสกัดเย็น ซึ่งวิธีดังกล่าว เป็นวิธีที่ไม่ผ่านความร้อนสูงและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมีใดๆ ทั้งสิ้น น้ำมันที่ได้มาจึงมีลักษณะของน้ำที่ใส ไร้กลิ่นหืนและยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะพร้าวปะปนมาพร้อมกันด้วย สำหรับประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูพร้อมกันดังนี้เลยค่ะ ดีต่อการลดน้ำหนัก ขึ้นชื่อว่าน้ำมัน หลายคนย่อมคิดว่าหากกินแล้วจะทำให้อ้วนแน่ๆ แต่ยกเว้นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนะคะ เพราะน้ำมันดังกล่าวจะให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ ซึ่งก็คือ 8.6 กิโลแคลอรีต่อวัน ขณะที่น้ำมันชนิดอื่นจะให้พลังงานมากถึง 9 กิโลแคลอรีต่อวันเลยทีเดียว นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ อีกทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มอัตราเมาตาบอลิซึ่มได้อย่างยาวนานถึง 24 ชั่วโมง จึงทำให้อาหารหรือปริมาณแคลอรีถูกร่างกายสามารถนำไปใช้เผาผลาญได้มากยิ่งขึ้น จนไม่เหลือเป็นแคลอรีส่วนเกินและสะสมกลายมาเป็นไขมันส่วนเกินในที่สุด เพราะฉะนั้น สำหรับสาวๆ คนไหนที่ต้องการบริโภคน้ำมันช่วงลดน้ำหนัก เลือกทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแล้วไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เนื่องจากน้ำมันมะพร้าว มีกรดไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่ายให้เป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น สำหรับใครที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวในระยะแรกแล้วมีอาการท้องเสียก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะถือเป็นอาการปกติ แต่หากทานไปสักระยะก็ยังพบว่าท้องเสียอยู่เช่นเดิม แนะนำให้หยุดรับประทาน เพราะอาจไม่เหมาะสมกับธาตุในร่างกายของคุณก็เป็นได้ ช่วยบำรุงกำลัง น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นน้ำมันที่กินแล้วร่างกายสามารถย่อยง่าย ทั้งยังดูดซึมเพื่อนำไปใช้กับกระบวนการเผาผลาญได้อย่างทันทีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังส่งผลทำให้รู้สึกอิ่มนาน และยังช่วยบำรุงกำลังได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ ตามมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจึงมักถูกนำไปชงเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังสำหรับนักกีฬา และยังทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วย ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ เพราะน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) และยังช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ...

Read More »

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา

รู้จักโรคระบบประสาททางจิตเวช สาเหตุและวิธีการรักษา

ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจเริ่มถดถอยลง ซึ่งทำให้ต้องทำงานในสภาวะที่กดดันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือว่าการแข่งขันทางธุรกิจก็ตาม รวมไปถึงค่านิยมผิดๆ เช่น พวกคลั่งผอมและขาว หรือแม้แต่พฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาการติดสุรา การใช้ยาเสพติด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทที่กลายเป็นปัญหาทางจิตได้   สาเหตุการเกิดโรคระบบประสาททางจิตเวช พันธุกรรมและโครงสร้างของร่างกาย เช่น พิการตั้งแต่กำเนิด การสูญเสียอวัยวะ ทำให้เกิดปมด้อยในชีวิตจนเป็นเหตุให้เกิดความท้อแท้และหมดกำลังใจ การใช้ชีวิตและสังคม การปรับตัวไม่ทันให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การแข่งขัน ปัญหาทางเศรษฐกิจและครอบครัว ส่งผลให้เกิดความเครียดวิตกกังวลจนมีภาวะทางประสาท ชีวะเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจนทำให้สารเคมีในร่างกายหลั่งสารเคมีผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท จึงทำให้พฤติกรรมทางโรคประสาทแสดงออกมา การใช้ยาและสารเสพติด ยาลดความอ้วน ยาเพิ่มความขาว และยาเสพติดต่างๆ มีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสาททั้งสิ้น เนื่องจากไปทำลายเซลล์สมองและทำให้ระบบการทำงานผิดปกติ อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการเสื่อมถอยของอวัยวะในร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ย้ำคิดย้ำทำ เจ้าอารมณ์ บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์   อาการของโรคระบบประสาททางจิตเวช สิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับผู้ป่วยระบบประสาททางจิตเวชคือ จะมีความเครียดและวิตกกังวลมากกว่าปกติ เหม่อลอยหรือซึมเศร้าเป็นประจำ ย้ำคิดย้ำทำ อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ฝันร้ายบ่อย นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น ชีพจรเต้นแรงและเร็ว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาลดความอ้วน ยาเสพติด ...

Read More »

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา

รู้จักโรคความดันโลหิตสูง สาเหตุและวิธีการรักษา

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้สูงถึง 25 – 30% และมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยพบในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 50 ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กก็สามารถพบได้เช่นกันแต่น้อยมาก ทั้งนี้เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าความดันปกติของคนจะอยู่ที่ 120/80 มม.ปรอท แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะอยู่ที่ 140/90 มม.ปรอทขึ้นไป   สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เกิดจากอิทธิพลของเอนไซม์ที่เรียกว่า “เรนิน” (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน (Angiotensin) จากไต สารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไตและต่อมใต้สมอง ในการควบคุมน้ำ เกลือแร่ โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือดในร่างกายทั้งหมด โรคความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อหลอดเลือด หัวใจ ฮอร์โมน และเกลือแร่ในร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไตจากการติดสุรา การทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง ปัจจัยที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ได้แก่ พันธุกรรม การกินอาหารรสเค็มเป็นประจำ การติดสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย การใช้ยาบางชนิดจำพวกสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของอาการจากโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น   อาการของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้ปรากฏอย่างแน่ชัด อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ...

Read More »